ขอบคุณ หนังสือพิมพ์ข่าวสด
แรงงานชาวพม่าหาดใหญ่สุดเฮง ถูกลอต เตอรี่รางวัลที่ 1 จำนวน 2 ใบ 8 ล้าน เท่านั้นไม่พอยังถูกรางวัลแจ๊กพอตอีก 20 ล้าน รวมเป็น 28 ล้าน งวดวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา แต่ไม่กล้าเผยตัวเพื่อความปลอดภัย ต้องวานนายจ้างคนไทยให้มาขึ้นเงินแทนกับสำนัก งานสลากฯ ที่กรุงเทพฯ แล้วนำเช็คมาเบิกที่ธนาคารหาดใหญ่ ข่าวสะพัดทั่วเมือง สอบถามเจ้าของแผงขายลอตเตอรี่รายใหญ่กลางเมือง ยืน ยันมีลูกค้ามาซื้อ 2 ใบที่ถูกรางวัล 28 ล้านไปจริง
แรงงานชาวพม่าเฮงถูกหวย 28 ล้านครั้งนี้ เมื่อวันที่ 7 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจาก อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ว่ามีข่าวสะพัดไปทั่วเมืองหาด ใหญ่ว่ามีแรงงานต่างด้าวชาวพม่าถูกสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลใหญ่มูลค่า 28 ล้านบาท จึงเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ร้านมารวย ตั้งอยู่เลขที่ 97 ถนนศุภสารรังสรรค์ เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ เป็นร้านจำหน่ายลอตเตอรี่รายใหญ่ ได้รับการยืนยันจากนางผกามาศ ไวสมมาตร อายุ 37 ปี เจ้าของร้านว่ามีลูกค้าที่ซื้อลอตเตอรี่จากร้านแล้วถูกรางวัลจริง เป็นงวดประจำวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา เป็นรางวัลที่ 1 จำนวน 2 ใบ เงินรางวัลฉบับละ 4 ล้านบาท รวมเป็น 8 ล้านบาท และยังถูกรางวัลสลากชุดพิเศษ หรือแจ๊กพอตอีก 20 ล้าน รวมเป็นเงิน 28 ล้านบาท
นางผกามาศ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา ทางร้านจัดลอตเตอรี่บนแผงใหม่ และเห็นว่ามีเลข 480239 ซึ่งจำได้ในภายหลังว่าเป็นรางวัลที่ 1 อยู่บนแผง อยู่ในชุดที่ 53-54 และมีลูกค้ามาซื้อไปในช่วงเช้าวันที่ 1 ก.ค. เป็นเลขชุด 2 ใบเหมือน รางวัลละ 4 ล้านบาท รวม 2 ใบ 8 ล้านบาท และยังเป็นชุดที่ 53 เป็นชุดพิเศษตรงกับรางวัลแจ๊กพอต มูลค่า 20 ล้านบาทด้วย
เจ้าของร้านขายลอตเตอรี่หาดใหญ่ กล่าวต่อว่า จำไม่ได้ว่าลูกค้าที่ซื้อไปเป็นใครเพราะเป็นลูกค้าขาจร แต่มาทราบภายหลังจากคำบอกเล่าของลูกค้าคนอื่น เพราะมีข่าวแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหาดใหญ่ว่าผู้ถูกรางวัลใหญ่ ซึ่งซื้อลอตเตอรี่จากร้านของตนเป็นแรงงานต่างด้าวชาวพม่า ทำงานอยู่ใน อ.หาดใหญ่ และทราบว่าแรงงานพม่าคนดังกล่าว มอบให้นายจ้างเป็นคนไปขึ้นเงินแทน เพราะไม่สามารถขึ้นเงินเองได้ อีกทั้งไม่ขอเปิดเผยตัวเพื่อความปลอดภัย โดยนายจ้างนำลอตเตอรี่ไปขอขึ้นเงินที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กรุงเทพฯ และนำเช็คมาเบิกที่ธนาคารกรุงไทย อ.หาดใหญ่ เมื่อวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา
ไทย - พม่า เพื่อเสริมสร้างสายสัมพันธ์อันดีระหว่าง ชาวไทย กับ ชาวพม่า
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พม่า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พม่า แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ปีที่แล้วประชากรพม่าทะลุ 59 ล้าน อัตราเพิ่มกว่า 2%
ASTVผู้จัดการออนไลน์ -- เวลาเพียงข้ามปี ประชากรพม่าเพิ่มขึ้นเกือบ 2 ล้านคน และ 20 ปีที่ผ่านมาประชากรประเทศนี้เพิ่มขึ้นกว่า 20 ล้าน นับเป็นอัตราเพิ่มที่สูงมาก กระทรวงประชากรและการโยกย้ายถิ่นฐาน เพิ่งเปิดเผยตัวเลขล่าสุด ซึ่งบ่งบอกว่า การเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในปลายปี จะมีผู้มีสิทธิไปออกเสียงกว่า 30 ล้านคน
ถึงสิ้นปี 2552 จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นเป็น 59.12 ล้านคน เพิ่มขึ้น 1.75 ล้านคน จาก 57.37 ล้านในเดือน พ.ค.2551 คิดเป็นอัตราเพิ่มร้อยละ 2.02 ต่อปี เทียบกับ 39.3 ล้านคนในปี 2531 หรือ 20 ปีก่อนหน้านั้น และในปัจจุบันประชากรอายุ 18 ปีขึ้นไปมีจำนวนกว่า 30 ล้านคน คือ กว่า 50% ของทั้งประเทศ
ตามตัวเลขล่าสุด พม่ามีประชากรเพศชาย 29.39 ล้านคน เพศหญิง 29.73 ล้านคน เป็นอัตราที่ยังอยู่ในเกณฑ์สมดุล ไม่เหลื่อมล้ำกันมาก
พม่าสำรวจสำมะโนประชากรครั้งล่าสุดในปี 2550 ด้วยความร่วมมือช่วยเหลือจากกองทุนเพื่อกิจกรรมประชากร แห่งสหประชาชาติหรือ UNFPA ปัจจุบันกำลังสำรวจสำมะโนการเกษตร ซึ่งจะดำเนินไปจนถึงต้นปี 2554 ด้วยความช่วยเหลือขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO
อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่า ยังมีหลายพื้นที่ในหลายเขตยึดครองของกองกำลังชนกลุ่มน้อย ที่ทางการไม่สามารถเข้าไปทำกิจกรรมใดๆ ได้ จำนวนประชากรทั้งหมดในดินแดนพม่า จึงมีมากกว่าที่ทำการสำรวจได้
พม่าเคยเป็นประเทศส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลก ตัวเลขคร่าวๆ ในปัจจุบัน คือ 70% ของประชากรยังคงเลี้ยงชีพด้วยกิจกรรมด้านการเกษตร และรายได้จากการเกษตรคิดเป็น 40% ของผลผลิตรวมภายใน หรือ จีดีพี
แต่ในขณะเดียวกัน พม่าร่ำรวยด้วยทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก๊าซที่มีทั้งในแหล่งบนบก และแหล่งในทะเล ปัจจุบันพบปริมาณมหาศาลทั้งในอ่าวเมาะตะมะ และทะเลเบงกอล
ถึงสิ้นปี 2552 จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นเป็น 59.12 ล้านคน เพิ่มขึ้น 1.75 ล้านคน จาก 57.37 ล้านในเดือน พ.ค.2551 คิดเป็นอัตราเพิ่มร้อยละ 2.02 ต่อปี เทียบกับ 39.3 ล้านคนในปี 2531 หรือ 20 ปีก่อนหน้านั้น และในปัจจุบันประชากรอายุ 18 ปีขึ้นไปมีจำนวนกว่า 30 ล้านคน คือ กว่า 50% ของทั้งประเทศ
ตามตัวเลขล่าสุด พม่ามีประชากรเพศชาย 29.39 ล้านคน เพศหญิง 29.73 ล้านคน เป็นอัตราที่ยังอยู่ในเกณฑ์สมดุล ไม่เหลื่อมล้ำกันมาก
พม่าสำรวจสำมะโนประชากรครั้งล่าสุดในปี 2550 ด้วยความร่วมมือช่วยเหลือจากกองทุนเพื่อกิจกรรมประชากร แห่งสหประชาชาติหรือ UNFPA ปัจจุบันกำลังสำรวจสำมะโนการเกษตร ซึ่งจะดำเนินไปจนถึงต้นปี 2554 ด้วยความช่วยเหลือขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO
อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่า ยังมีหลายพื้นที่ในหลายเขตยึดครองของกองกำลังชนกลุ่มน้อย ที่ทางการไม่สามารถเข้าไปทำกิจกรรมใดๆ ได้ จำนวนประชากรทั้งหมดในดินแดนพม่า จึงมีมากกว่าที่ทำการสำรวจได้
พม่าเคยเป็นประเทศส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลก ตัวเลขคร่าวๆ ในปัจจุบัน คือ 70% ของประชากรยังคงเลี้ยงชีพด้วยกิจกรรมด้านการเกษตร และรายได้จากการเกษตรคิดเป็น 40% ของผลผลิตรวมภายใน หรือ จีดีพี
แต่ในขณะเดียวกัน พม่าร่ำรวยด้วยทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก๊าซที่มีทั้งในแหล่งบนบก และแหล่งในทะเล ปัจจุบันพบปริมาณมหาศาลทั้งในอ่าวเมาะตะมะ และทะเลเบงกอล
วันจันทร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2553
Aung San Suu Kyi
Biography*
1942: September 6. Marriage of Aung San, commander of the Burma Independence Army, and Ma Khin Kyi (becoming Daw Khin Kyi), senior nurse of Rangoon General Hospital, where he had recovered from the rigours of the march into Burma.
1945: June 19. Aung San Suu Kyi born in Rangoon, third child in family. "Aung San" for father, "Kyi" for mother, "Suu" for grandmother, also day of week of birth.
Favourite brother is to drown tragically at an early age. The older brother, will settle in San Diego, California, becoming United States citizen.
1947: July 19. General Aung San assassinated. Suu Kyi is two years old. Daw Khin Kyi becomes a prominent public figure, heading social planning and social policy bodies.
1948: January 4. The Independent Union of Burma is established.
1960: Daw Khin Kyi appointed Burma's ambassador to India. Suu Kyi accompanies mother to New Delhi.
1960-64: Suu Kyi at high school and Lady Shri Ram College in New Delhi.
1964-67: Oxford University, B.A. in philosophy, politics and economics at St. Hugh's College (elected Honorary Fellow, 1990).
British "parents" are Lord Gore-Booth, former British ambassador to Burma and High Commissioner in India, and his wife, at whose home Suu Kyi meets Michael Aris, student of Tibetan civilisation.
1969-71: She goes to New York for graduate study, staying with family friend Ma Than E, staff member at the United Nations, where U. Thant of Burma is Secretary-General. Postponing studies, Suu Kyi joins U.N. secretariat as Assistant Secretary, Advisory Committee on Administrative and Budgetary Questions. Evenings and weekends volunteers at hospital, helping indigent patients in programs of reading and companionship.
1972: January 1. Marries Michael Aris, joins him in Himalayan kingdom of Bhutan, where he tutors royal family and heads Translation Department. She becomes Research Officer in the Royal Ministry of Foreign Affairs.
1973: They return to England for birth of Alexander in London.
1974: Michael assumes appointment in Tibetan and Himalayan studies at Oxford University.
1977: Birth of second son, Kim at Oxford.
While raising her children, Suu Kyi begins writing, researches for biography of father, and assists Michael in Himalayan studies.
1984: Publishes Aung San in Leaders of Asia series of University of Queensland Press. (See Freedom from Fear, pp. 3-38.)
1985: For juvenile readers publishes Let's Visit Burma (see Freedom from Fear, pp. 39-81), also books on Nepal and Bhutan in same series for Burke Publishing Company, London.
1985-86: Visiting Scholar, Center of Southeast Asian Studies, Kyoto University, researching father's time in Japan. Kim with her, Alexander with Michael, who has fellowship at Indian Institute of Advanced Studies at Simla in northern India.
1986: On annual visit to grandmother in Rangoon, Alexander and Kim take part in traditional Buddhist ceremony of initiation into monkhood.
1987: With fellowship at Indian Institute Suu Kyi, with Kim, joins Michael and Alexander in Simla. Travels to London when mother is there for cataract surgery.
Publishes "Socio-Political Currents in Burmese Literature, 1910-1940" in journal of Tokyo University. (See Freedom from Fear, pp. 140-164.) September. Family returns to Oxford. Suu Kyi enrolls at London School of Oriental and African Studies to work on advanced degree.
1988: March 31. Informed by telephone of mother's severe stroke, she takes plane next day to Rangoon to help care for Daw Khin Kyi at hospital, then moves her to family home on University Avenue next to Inya Lake in Rangoon.
July 23. Resignation of General Ne Win, since 1962 military dictator of Burma. Popular demonstrations of protest continuing.
August 8. Mass uprising throughout country. Violent suppression by military kills thousands.
August 15. Suu Kyi, in first political action, sends open letter to government, asking for formation of independent consultative committee to prepare multi-party elections.
August 26. In first public speech, she addresses several hundred thousand people outside Shwedagon Pagoda, calling for democratic government. Michael and her two sons are there.
September 18. Military establishes State Law and Order Restoration Council (SLORC). Political gatherings of more than four persons banned. Arrests and sentencing without trial reaffirmed. Parliamentary elections to be held, but in expectation that multiplicity of parties will prevent clear result.
September 24. National League for Democracy (NLD) formed, with Suu Kyi general-secretary. Policy of non-violence and civil disobedience. October-December. Defying ban, Suu Kyi makes speech-making tour throughout country to large audiences.
December 27. Daw Khin Kyi dies at age of seventy-six.
1989: January 2. Funeral of Daw Khin Kyi. Huge funeral procession. Suu Kyi vows that as her father and mother had served the people of Burma, so too would she, even unto death.
January-July. Suu Kyi continues campaign despite harassment, arrests and killings by soldiers.
February 17. Suu Kyi prohibited from standing for election.
April 5. Incident in Irawaddy Delta when Suu Kyi courageously walks toward rifles soldiers are aiming at her.
July 20. Suu Kyi placed under house arrest, without charge or trial. Sons already with her. Michael flies to Rangoon, finds her on third day of hunger strike, asking to be sent to prison to join students arrested at her home. Ends strike when good treatment of students is promised.
1990: May 27. Despite detention of Suu Kyi, NLD wins election with 82% of parliamentary seats. SLORC refuses to recognise results.
October 12. Suu Kyi granted 1990 Rafto Human Rights Prize.
1991: July 10. European Parliament awards Suu Kyi Sakharov human rights prize.
October 14. Norwegian Nobel Committee announces Suu Kyi is winner of 1991 Peace Prize.
1991: December. Freedom from Fear published by Penguin in New York, England, Canada, Australia, New Zealand. Also in Norwegian, French, Spanish translations.
December 10. Alexander and Kim accept prize for mother in Oslo ceremony. Suu Kyi remains in detention, having rejected offer to free her if she will leave Burma and withdraw from politics. Worldwide appeal growing for her release.
1992: Suu Kyi announces that she will use $1.3 million prize money to establish health and education trust for Burmese people.
1993: Group of Nobel Peace Laureates, denied entry to Burma, visit Burmese refugees on Thailand border, call for Suu Kyi's release, Their appeal later repeated at UN Commission for Human Rights in Geneva.
1994: February. First non-family visitors to Suu Kyi: UN representative, U.S. congressman, New York Times reporter.
September-October. SLORC leaders meet with Suu Kyi, who still asks for a public dialogue.
1995: July 10. SLORC releases Suu Kyi from house arrest after six years of detention.
In the last four years her movements have still been restricted. While she has had some opportunities to telephone her family in England, she is regularly denounced in the government-controlled media, and there is concern for her personal safety. Efforts to revive any NLD party activities have been balked, and its members have been jailed and physically attacked. In the first months after detention was ended, she was able to speak to large gatherings of supporters outside her home, but this was stopped. Yet her popularity in the country has not diminished.
Internationally her voice has been heard not infrequently. Reporters with cameras and videotape have been able to interview her in person, and telephone interviews with the media outside Burma have also been published. Using video cassettes she has sent out statements, including the keynote address to the NGO Forum at the U.N. International Women's Conference in Beijing in August 1995.
There have been a number of visitors from abroad, including a member of the Norwegian Nobel Committee, whom she told that Norway will be the first country she will visit when free to travel. SLORC has changed its name to the State Peace and Development Council, but its repressive policies and violation of human rights continue unabated.
Suu Kyi discourages tourists from visiting Burma and businessmen from investing in the country until it is free. She finds hearing for such pleas among western nations, and the United States has applied economic sanctions against Burma, but Burma's neighbours follow their policy of not intervening in the internal affairs of other sovereign states, and Burma has been admitted into the Association of South Eastern Asian Nations.
On March 27, 1999, Michael Aris died of prostate cancer in London. He had petitioned the Burmese authorities to allow him to visit Suu Kyi one last time, but they had rejected his request. He had not seen her since a Christmas visit in 1995. The government always urged her to join her family abroad, but she knew that she would not be allowed to return. This separation she regarded as one of the sacrifices she had had to make in order to work for a free Burma.
Selected Bibliography
By Aung San Suu Kyi
Freedom from Fear and Other Writings. Edited with introduction by Michael Aris. 2nd ed., revised. New York and London: Penguin, 1995. (Includes essays by friends and scholars.)
Voice of Hope: Conversations. London: Penguin, 1997 and New York City: Seven Stories Press, 1997 (Conversations beginning in November 1995 with Alan Clements, the founder of the Burma Project in California who helped with the script for the film based on her life, “Beyond Rangoon”.)
Other Sources
“Aung San Suu Kyi”, in Current Biography, February 1992.
Clements, Alan and Leslie Kean. Burma’s Revolution of the Spirit: The Struggle for Democratic Freedom and Dignity. New York: Aperture, 1994. (Many colour photographs with text, Includes essay by Aung San Suu Kyi.)
Clements, Alan. Burma: The Next Killing Fields. Tucson, Arizona; Odonian Press, 1992. (With a foreword by the Dalai Lama.)
Lintner, Bertil. Burma in Revolt: Opium and Insurgency since 1948. Boulder. Colorado: Westview, 1994. (By a well-informed Swedish journalist.)
Lintner, Bertil. Outrage: Burma’s Struggle for Democracy. 2nd ed., Edinburgh: Kiscadale, 1995.
Mirante, Edith T. Burmese Looking Glass. A Human Rights Adventure and a Jungle Revolution. New York: Grove, 1993.
Smith, Martin J. Burma: Intrangency and the Politics of Ethnicity. London: Zed Books, 1991. (A detailed and well-organised account by a journalist of the violent conflict between the military government and the many minorities.)
Victor, Barbara. The Lady: Aung San Suu Kyi: Nobel Laureate and Burma’s Prisoner. Boston and London: Faber & Faber, 1998. (A sympathetic account by a wellpublished author and journalist, whose research in Burma included interviews with government leaders.)
--------------------------------------------------------------------------------
* Since no biography was printed in Les Prix Nobel 1991, this chronology has been assembled by the editor.
From Nobel Lectures, Peace 1991-1995, Editor Irwin Abrams, World Scientific Publishing Co., Singapore, 1999
This autobiography/biography was written at the time of the award and first published in the book series Les Prix Nobel. It was later edited and republished in Nobel Lectures. To cite this document, always state the source as shown above.
Copyright © The Nobel Foundation 1991
from http://nobelprize.org/nobel_prizes/peace/laureates/1991/kyi-bio.html
1942: September 6. Marriage of Aung San, commander of the Burma Independence Army, and Ma Khin Kyi (becoming Daw Khin Kyi), senior nurse of Rangoon General Hospital, where he had recovered from the rigours of the march into Burma.
1945: June 19. Aung San Suu Kyi born in Rangoon, third child in family. "Aung San" for father, "Kyi" for mother, "Suu" for grandmother, also day of week of birth.
Favourite brother is to drown tragically at an early age. The older brother, will settle in San Diego, California, becoming United States citizen.
1947: July 19. General Aung San assassinated. Suu Kyi is two years old. Daw Khin Kyi becomes a prominent public figure, heading social planning and social policy bodies.
1948: January 4. The Independent Union of Burma is established.
1960: Daw Khin Kyi appointed Burma's ambassador to India. Suu Kyi accompanies mother to New Delhi.
1960-64: Suu Kyi at high school and Lady Shri Ram College in New Delhi.
1964-67: Oxford University, B.A. in philosophy, politics and economics at St. Hugh's College (elected Honorary Fellow, 1990).
British "parents" are Lord Gore-Booth, former British ambassador to Burma and High Commissioner in India, and his wife, at whose home Suu Kyi meets Michael Aris, student of Tibetan civilisation.
1969-71: She goes to New York for graduate study, staying with family friend Ma Than E, staff member at the United Nations, where U. Thant of Burma is Secretary-General. Postponing studies, Suu Kyi joins U.N. secretariat as Assistant Secretary, Advisory Committee on Administrative and Budgetary Questions. Evenings and weekends volunteers at hospital, helping indigent patients in programs of reading and companionship.
1972: January 1. Marries Michael Aris, joins him in Himalayan kingdom of Bhutan, where he tutors royal family and heads Translation Department. She becomes Research Officer in the Royal Ministry of Foreign Affairs.
1973: They return to England for birth of Alexander in London.
1974: Michael assumes appointment in Tibetan and Himalayan studies at Oxford University.
1977: Birth of second son, Kim at Oxford.
While raising her children, Suu Kyi begins writing, researches for biography of father, and assists Michael in Himalayan studies.
1984: Publishes Aung San in Leaders of Asia series of University of Queensland Press. (See Freedom from Fear, pp. 3-38.)
1985: For juvenile readers publishes Let's Visit Burma (see Freedom from Fear, pp. 39-81), also books on Nepal and Bhutan in same series for Burke Publishing Company, London.
1985-86: Visiting Scholar, Center of Southeast Asian Studies, Kyoto University, researching father's time in Japan. Kim with her, Alexander with Michael, who has fellowship at Indian Institute of Advanced Studies at Simla in northern India.
1986: On annual visit to grandmother in Rangoon, Alexander and Kim take part in traditional Buddhist ceremony of initiation into monkhood.
1987: With fellowship at Indian Institute Suu Kyi, with Kim, joins Michael and Alexander in Simla. Travels to London when mother is there for cataract surgery.
Publishes "Socio-Political Currents in Burmese Literature, 1910-1940" in journal of Tokyo University. (See Freedom from Fear, pp. 140-164.) September. Family returns to Oxford. Suu Kyi enrolls at London School of Oriental and African Studies to work on advanced degree.
1988: March 31. Informed by telephone of mother's severe stroke, she takes plane next day to Rangoon to help care for Daw Khin Kyi at hospital, then moves her to family home on University Avenue next to Inya Lake in Rangoon.
July 23. Resignation of General Ne Win, since 1962 military dictator of Burma. Popular demonstrations of protest continuing.
August 8. Mass uprising throughout country. Violent suppression by military kills thousands.
August 15. Suu Kyi, in first political action, sends open letter to government, asking for formation of independent consultative committee to prepare multi-party elections.
August 26. In first public speech, she addresses several hundred thousand people outside Shwedagon Pagoda, calling for democratic government. Michael and her two sons are there.
September 18. Military establishes State Law and Order Restoration Council (SLORC). Political gatherings of more than four persons banned. Arrests and sentencing without trial reaffirmed. Parliamentary elections to be held, but in expectation that multiplicity of parties will prevent clear result.
September 24. National League for Democracy (NLD) formed, with Suu Kyi general-secretary. Policy of non-violence and civil disobedience. October-December. Defying ban, Suu Kyi makes speech-making tour throughout country to large audiences.
December 27. Daw Khin Kyi dies at age of seventy-six.
1989: January 2. Funeral of Daw Khin Kyi. Huge funeral procession. Suu Kyi vows that as her father and mother had served the people of Burma, so too would she, even unto death.
January-July. Suu Kyi continues campaign despite harassment, arrests and killings by soldiers.
February 17. Suu Kyi prohibited from standing for election.
April 5. Incident in Irawaddy Delta when Suu Kyi courageously walks toward rifles soldiers are aiming at her.
July 20. Suu Kyi placed under house arrest, without charge or trial. Sons already with her. Michael flies to Rangoon, finds her on third day of hunger strike, asking to be sent to prison to join students arrested at her home. Ends strike when good treatment of students is promised.
1990: May 27. Despite detention of Suu Kyi, NLD wins election with 82% of parliamentary seats. SLORC refuses to recognise results.
October 12. Suu Kyi granted 1990 Rafto Human Rights Prize.
1991: July 10. European Parliament awards Suu Kyi Sakharov human rights prize.
October 14. Norwegian Nobel Committee announces Suu Kyi is winner of 1991 Peace Prize.
1991: December. Freedom from Fear published by Penguin in New York, England, Canada, Australia, New Zealand. Also in Norwegian, French, Spanish translations.
December 10. Alexander and Kim accept prize for mother in Oslo ceremony. Suu Kyi remains in detention, having rejected offer to free her if she will leave Burma and withdraw from politics. Worldwide appeal growing for her release.
1992: Suu Kyi announces that she will use $1.3 million prize money to establish health and education trust for Burmese people.
1993: Group of Nobel Peace Laureates, denied entry to Burma, visit Burmese refugees on Thailand border, call for Suu Kyi's release, Their appeal later repeated at UN Commission for Human Rights in Geneva.
1994: February. First non-family visitors to Suu Kyi: UN representative, U.S. congressman, New York Times reporter.
September-October. SLORC leaders meet with Suu Kyi, who still asks for a public dialogue.
1995: July 10. SLORC releases Suu Kyi from house arrest after six years of detention.
In the last four years her movements have still been restricted. While she has had some opportunities to telephone her family in England, she is regularly denounced in the government-controlled media, and there is concern for her personal safety. Efforts to revive any NLD party activities have been balked, and its members have been jailed and physically attacked. In the first months after detention was ended, she was able to speak to large gatherings of supporters outside her home, but this was stopped. Yet her popularity in the country has not diminished.
Internationally her voice has been heard not infrequently. Reporters with cameras and videotape have been able to interview her in person, and telephone interviews with the media outside Burma have also been published. Using video cassettes she has sent out statements, including the keynote address to the NGO Forum at the U.N. International Women's Conference in Beijing in August 1995.
There have been a number of visitors from abroad, including a member of the Norwegian Nobel Committee, whom she told that Norway will be the first country she will visit when free to travel. SLORC has changed its name to the State Peace and Development Council, but its repressive policies and violation of human rights continue unabated.
Suu Kyi discourages tourists from visiting Burma and businessmen from investing in the country until it is free. She finds hearing for such pleas among western nations, and the United States has applied economic sanctions against Burma, but Burma's neighbours follow their policy of not intervening in the internal affairs of other sovereign states, and Burma has been admitted into the Association of South Eastern Asian Nations.
On March 27, 1999, Michael Aris died of prostate cancer in London. He had petitioned the Burmese authorities to allow him to visit Suu Kyi one last time, but they had rejected his request. He had not seen her since a Christmas visit in 1995. The government always urged her to join her family abroad, but she knew that she would not be allowed to return. This separation she regarded as one of the sacrifices she had had to make in order to work for a free Burma.
Selected Bibliography
By Aung San Suu Kyi
Freedom from Fear and Other Writings. Edited with introduction by Michael Aris. 2nd ed., revised. New York and London: Penguin, 1995. (Includes essays by friends and scholars.)
Voice of Hope: Conversations. London: Penguin, 1997 and New York City: Seven Stories Press, 1997 (Conversations beginning in November 1995 with Alan Clements, the founder of the Burma Project in California who helped with the script for the film based on her life, “Beyond Rangoon”.)
Other Sources
“Aung San Suu Kyi”, in Current Biography, February 1992.
Clements, Alan and Leslie Kean. Burma’s Revolution of the Spirit: The Struggle for Democratic Freedom and Dignity. New York: Aperture, 1994. (Many colour photographs with text, Includes essay by Aung San Suu Kyi.)
Clements, Alan. Burma: The Next Killing Fields. Tucson, Arizona; Odonian Press, 1992. (With a foreword by the Dalai Lama.)
Lintner, Bertil. Burma in Revolt: Opium and Insurgency since 1948. Boulder. Colorado: Westview, 1994. (By a well-informed Swedish journalist.)
Lintner, Bertil. Outrage: Burma’s Struggle for Democracy. 2nd ed., Edinburgh: Kiscadale, 1995.
Mirante, Edith T. Burmese Looking Glass. A Human Rights Adventure and a Jungle Revolution. New York: Grove, 1993.
Smith, Martin J. Burma: Intrangency and the Politics of Ethnicity. London: Zed Books, 1991. (A detailed and well-organised account by a journalist of the violent conflict between the military government and the many minorities.)
Victor, Barbara. The Lady: Aung San Suu Kyi: Nobel Laureate and Burma’s Prisoner. Boston and London: Faber & Faber, 1998. (A sympathetic account by a wellpublished author and journalist, whose research in Burma included interviews with government leaders.)
--------------------------------------------------------------------------------
* Since no biography was printed in Les Prix Nobel 1991, this chronology has been assembled by the editor.
From Nobel Lectures, Peace 1991-1995, Editor Irwin Abrams, World Scientific Publishing Co., Singapore, 1999
This autobiography/biography was written at the time of the award and first published in the book series Les Prix Nobel. It was later edited and republished in Nobel Lectures. To cite this document, always state the source as shown above.
Copyright © The Nobel Foundation 1991
from http://nobelprize.org/nobel_prizes/peace/laureates/1991/kyi-bio.html
วันพฤหัสบดีที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2553
ภาษาพม่าง่ายนิดเดียว บทที่1
ภาษาพม่าง่ายนิดเดียว บทที่1
เมื่อวาน ไปดูหนังเรื่อง พระนเรศวร ประทับใจในฉากที่สุดอลังการมาก ๆ ครับ แต่จริงๆแล้วนักประวัติศาสตร์พม่า รวมถึงท่านอาจารย์ชาวพม่าที่สอนภาษาให้ผม ท่านไม่ปลื้มประวัติศาสตร์ไทยเท่าไหรนัก ก็คงเหมือน ๆ กับที่เราไม่ปลื้มประวัติศาสตร์พม่า และก็คงที่ชาวเกาหลีไม่ปลื้มประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นอีก
ชื่อในภาษาพม่านั้น ปกติเราจะได้ยินชื่อ หม่อง เยอะสุด เหมือน ๆกับที่ชาวเวียตนามมี ชื่อเหงียนแทรกอยู่ แต่จริงๆแล้ว หม่อง มิได้อ่านว่า หม่อง หากแต่ อ่านว่า หม่าว (แต่จะแทรกเสียงกะสด ง มาหน่อยนึง แต่ส่วนมากชาวพม่าไม่ออกเสียง ง เลย)
อ่องก็เช่นกัน ออกเสียงว่า อ่าว
อองซานซุจี ก็เป็น อ่าวซั่นซุจี่
พระเจ้า บุเรงนอง เป็นชื่อที่เราได้ยินบ่อยๆ แต่ชาวพม่าจะออกเสียงว่า บะยินน่าว
อย่างประเทศไทยเราเนี่ย ชาวพม่าไม่ได้เรียกว่า สยาม หรือเสียม หรือไทย แต่เขานิยมเรียกเราว่า โยเดีย หรือ โยดะยา ซึ่งเขาบอกว่า แปลว่า คนที่แพ้ ส่วน อโยเดีย หรือ อโยดยา นั้น แปลว่า คนไม่แพ้
ประมาณว่า คำเรียกชื่อประเทศเรา มีนัยะในเชิงข่มหน่อยๆ
(อันนี้ผมถามจากเพื่อนคนหนึ่งนะครับ อาจมีความเห็นอื่นๆ)
มาดูภาษาพม่าทั่วไปบ้างนะครับ
มินกะลาบา แปลว่า สวัสดี มาจากคำว่า มังคละ ภาษาไทยก็ยืมเช่นกัน มงคล ไง
ตั๊กกะโต่ แปลว่า มหาวิทยายาลัย มาจากคำว่า ตักศิลา ซึ่งคนไทยก็เข้าใจความหมายนี้ดีครับ
ปะทะมะ ก็ ปฐม หรือประถม
ดุดิยะ ก็ ทุติยะ
ตะติยะ ก็ตติยะ
เน่ กาว ลา แปลว่า สบายดีไหม?
เน = สุขภาพ
กาว = ดี
ลา = ไหม
คำว่า ลา จะลงท้ายประโยคคำถามทุกคำถาม ถ้าใครเรียนญี่ปุ่น ก็จะคล้ายๆคำว่า ก๊ะ ของญี่ปุ่นด้วยนะครับ
และถ้าพิเคราะห์ดูดีๆ ภาษาพม่าจะมีโครงสร้างคล้ายๆญี่ปุ่น อีกทั้ง ตัวเขียนหลายตัวคล้ายคลึงกันมากๆ
แต่ที่คล้ายที่สุดก็โครงสร้าง เพราะอะไร จะมาอธิบายด้วยหลักทางประวัติศาสตร์ทีหลังครับ มีอาจารย์ท่านหนึ่งอธิบายไว้ น่าสนใจมาก ๆ
มินกะลาบา สวัสดี
เน่ กาว ลา สบายดีไหม
ทะมินซา ปี๊ปี่ ลา ทานข้าวหรือยัง
ซาติ่น ปี๊ปี่ ลา เรียนเสร็จหรือยัง
ทะมิน แปลว่า ข้าว
ปี๊ปี่ แปลว่า เสร็จ
ลา ลงท้ายประโยคคำถาม
ซาติ่น แปลว่า เรียนหนังสือ
ตัวเลขพม่า
1 อ่านว่า ติ๊ด
2 อ่านว่า นิ๊ด
3 อ่านว่า โตง
4 อ่านว่า เล
5.อ่านว่า งา
6 อ่านว่า เช่า
7 อ่านว่า คุน หรือ คุนนิด
8 อ่านว่า ชิด
9 อ่าน โก
10 อ่านว่า แซ่
วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะครับ
เจซูติ่นบาแด แปลว่า ขอบคุณ
เน๊า เนะ เตวะ แหม นอ แปลว่า เจอกันวันหลัง
เมื่อวาน ไปดูหนังเรื่อง พระนเรศวร ประทับใจในฉากที่สุดอลังการมาก ๆ ครับ แต่จริงๆแล้วนักประวัติศาสตร์พม่า รวมถึงท่านอาจารย์ชาวพม่าที่สอนภาษาให้ผม ท่านไม่ปลื้มประวัติศาสตร์ไทยเท่าไหรนัก ก็คงเหมือน ๆ กับที่เราไม่ปลื้มประวัติศาสตร์พม่า และก็คงที่ชาวเกาหลีไม่ปลื้มประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นอีก
ชื่อในภาษาพม่านั้น ปกติเราจะได้ยินชื่อ หม่อง เยอะสุด เหมือน ๆกับที่ชาวเวียตนามมี ชื่อเหงียนแทรกอยู่ แต่จริงๆแล้ว หม่อง มิได้อ่านว่า หม่อง หากแต่ อ่านว่า หม่าว (แต่จะแทรกเสียงกะสด ง มาหน่อยนึง แต่ส่วนมากชาวพม่าไม่ออกเสียง ง เลย)
อ่องก็เช่นกัน ออกเสียงว่า อ่าว
อองซานซุจี ก็เป็น อ่าวซั่นซุจี่
พระเจ้า บุเรงนอง เป็นชื่อที่เราได้ยินบ่อยๆ แต่ชาวพม่าจะออกเสียงว่า บะยินน่าว
อย่างประเทศไทยเราเนี่ย ชาวพม่าไม่ได้เรียกว่า สยาม หรือเสียม หรือไทย แต่เขานิยมเรียกเราว่า โยเดีย หรือ โยดะยา ซึ่งเขาบอกว่า แปลว่า คนที่แพ้ ส่วน อโยเดีย หรือ อโยดยา นั้น แปลว่า คนไม่แพ้
ประมาณว่า คำเรียกชื่อประเทศเรา มีนัยะในเชิงข่มหน่อยๆ
(อันนี้ผมถามจากเพื่อนคนหนึ่งนะครับ อาจมีความเห็นอื่นๆ)
มาดูภาษาพม่าทั่วไปบ้างนะครับ
มินกะลาบา แปลว่า สวัสดี มาจากคำว่า มังคละ ภาษาไทยก็ยืมเช่นกัน มงคล ไง
ตั๊กกะโต่ แปลว่า มหาวิทยายาลัย มาจากคำว่า ตักศิลา ซึ่งคนไทยก็เข้าใจความหมายนี้ดีครับ
ปะทะมะ ก็ ปฐม หรือประถม
ดุดิยะ ก็ ทุติยะ
ตะติยะ ก็ตติยะ
เน่ กาว ลา แปลว่า สบายดีไหม?
เน = สุขภาพ
กาว = ดี
ลา = ไหม
คำว่า ลา จะลงท้ายประโยคคำถามทุกคำถาม ถ้าใครเรียนญี่ปุ่น ก็จะคล้ายๆคำว่า ก๊ะ ของญี่ปุ่นด้วยนะครับ
และถ้าพิเคราะห์ดูดีๆ ภาษาพม่าจะมีโครงสร้างคล้ายๆญี่ปุ่น อีกทั้ง ตัวเขียนหลายตัวคล้ายคลึงกันมากๆ
แต่ที่คล้ายที่สุดก็โครงสร้าง เพราะอะไร จะมาอธิบายด้วยหลักทางประวัติศาสตร์ทีหลังครับ มีอาจารย์ท่านหนึ่งอธิบายไว้ น่าสนใจมาก ๆ
มินกะลาบา สวัสดี
เน่ กาว ลา สบายดีไหม
ทะมินซา ปี๊ปี่ ลา ทานข้าวหรือยัง
ซาติ่น ปี๊ปี่ ลา เรียนเสร็จหรือยัง
ทะมิน แปลว่า ข้าว
ปี๊ปี่ แปลว่า เสร็จ
ลา ลงท้ายประโยคคำถาม
ซาติ่น แปลว่า เรียนหนังสือ
ตัวเลขพม่า
1 อ่านว่า ติ๊ด
2 อ่านว่า นิ๊ด
3 อ่านว่า โตง
4 อ่านว่า เล
5.อ่านว่า งา
6 อ่านว่า เช่า
7 อ่านว่า คุน หรือ คุนนิด
8 อ่านว่า ชิด
9 อ่าน โก
10 อ่านว่า แซ่
วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะครับ
เจซูติ่นบาแด แปลว่า ขอบคุณ
เน๊า เนะ เตวะ แหม นอ แปลว่า เจอกันวันหลัง
วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553
ผอ.โรงเรียนบ้านห้วยทรายทวงสัญญาให้ "น้องหม่อง" / พ่อโต้ไม่ได้หนังสือตามที่ก.วิทย์กล่าวอ้าง
น้องหม่อง เข้าพึ่งนายกฯ ช่วยไปแข่งขันเครื่องบินกระดาษพับที่ประเทศญี่ปุ่น (Photo: matichon)
ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยทรายเผย หลังด.ช.หม่อง "น้องมอง" ได้รับรางวัลการแข่งขันเครื่องบินพับ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีโครงการแต่งตั้งเป็นยุวทูต และให้ทุนการศึกษาจนจบปริญญาเอก ขณะกระทรวงมหาดไทยรับจะพิจารณาเรื่องสัญชาติให้ แต่จนถึงขณะนี้ทางโรงเรียนและครอบครัวของเด็กยังไม่ได้รับการติดต่อ
ด.ช.หม่อง ทองดี หรือ "น้องมอง"แชมป์เครื่องบินกระดาษพับนานาชาติ ประเภททีม และอันดับที่ 3 ประเภทบุคคล จากการแข่งขันเครื่องบินกระดาษพับนานาชาติ ที่ประเทศญี่ปุ่น ยังเรียนหนังสือตามปกติกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียนบ้านห้วยทราย ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
นายดวงฤทธิ์ เกติมา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยทราย เปิดเผยว่า หลังจาก ด.ช.หม่อง ได้รับรางวัลจากการแข่งขันเมื่อเดือนกันยายน ปีที่แล้ว มีหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีโครงการแต่งตั้ง ด.ช.หม่อง เป็นยุวทูตของกระทรวง และให้ทุนการศึกษาเรียนจนจบปริญญาเอก ส่วนกระทรวงมหาดไทย ก็จะพิจารณาเรื่องสัญชาติ และนายกรัฐมนตรีก็รับปากจะให้เครื่องคอมพิวเตอร์ แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่ได้รับการติดต่อแต่อย่างใด
ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยทราย กล่าวว่า การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ ไม่ได้ต้องการเรียกร้องอะไร เพียงแต่ต้องการสื่อสารไปยังหน่วยงานที่เคยรับปากเด็กไว้ แต่กลับนิ่งเฉย เพราะขณะนี้ ด.ช.หม่องยังรอความหวัง และวันเด็กแห่งชาติปีนี้ ด.ช.หม่อง จะเดินทางไปกรุงเทพมหานครและอีกหลายจังหวัด เพื่อสาธิตการพับเครื่องบินกระดาษ ซึ่งจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กอีกหลายคน
ทั้งนี้ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังครอบครัวของ ด.ช.หม่อง ทองดี ว่า จะสนับสนุนทุนการศึกษาทันที หลังจบมัธยมศึกษาตอนปลาย และเรียนต่อสาขาวิทยาศาสตร์ จนถึงระดับปริญญาเอก รวมถึงการเป็นยุวทูตวิทยาศาสตร์ด้วย
ขณะที่บิดาของ ด.ช.หม่อง ให้สัมภาษณ์ว่า ตั้งแต่ลูกกลับจากประเทศญี่ปุ่น ยังไม่ได้รับหนังสือใดๆ จากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่จะให้ทุนการศึกษาแก่บุตรชาย และให้เป็นยุวทูต แต่ล่าสุด มีหนังสือจากกรุงเทพมหานคร ส่งมาให้ลงนามยินยอมให้ ด.ช.หม่อง เดินทางไปร่วมงานวันเด็กแห่งชาติ ที่กรุงเทพมหานคร
(ซ้าย) "น้องหม่อง" โชว์เหรียญรางวัล หลังกลับจากการไปแข่งขันที่ประเทศญี่ปุ่นถึงสนามบินเชียงใหม่ (Photo: Arntai / SHAN)
(ขวา) น้องหม่อง เข้าพิธีบรรพชาที่วัดป่าแดงมหาวิหาร อ.เมืองเชียงใหม่ เพื่อทดแทนคุณบิดามารดา ครูบาอาจารย์ และแผ่นดินไทย
รวมทั้งถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ (Photo: taklong.com)
ข้อมูลข่าว ....ผู้จัดการออนไลน์ 7 มกราคม 2553
ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยทรายเผย หลังด.ช.หม่อง "น้องมอง" ได้รับรางวัลการแข่งขันเครื่องบินพับ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีโครงการแต่งตั้งเป็นยุวทูต และให้ทุนการศึกษาจนจบปริญญาเอก ขณะกระทรวงมหาดไทยรับจะพิจารณาเรื่องสัญชาติให้ แต่จนถึงขณะนี้ทางโรงเรียนและครอบครัวของเด็กยังไม่ได้รับการติดต่อ
ด.ช.หม่อง ทองดี หรือ "น้องมอง"แชมป์เครื่องบินกระดาษพับนานาชาติ ประเภททีม และอันดับที่ 3 ประเภทบุคคล จากการแข่งขันเครื่องบินกระดาษพับนานาชาติ ที่ประเทศญี่ปุ่น ยังเรียนหนังสือตามปกติกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียนบ้านห้วยทราย ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
นายดวงฤทธิ์ เกติมา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยทราย เปิดเผยว่า หลังจาก ด.ช.หม่อง ได้รับรางวัลจากการแข่งขันเมื่อเดือนกันยายน ปีที่แล้ว มีหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีโครงการแต่งตั้ง ด.ช.หม่อง เป็นยุวทูตของกระทรวง และให้ทุนการศึกษาเรียนจนจบปริญญาเอก ส่วนกระทรวงมหาดไทย ก็จะพิจารณาเรื่องสัญชาติ และนายกรัฐมนตรีก็รับปากจะให้เครื่องคอมพิวเตอร์ แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่ได้รับการติดต่อแต่อย่างใด
ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยทราย กล่าวว่า การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ ไม่ได้ต้องการเรียกร้องอะไร เพียงแต่ต้องการสื่อสารไปยังหน่วยงานที่เคยรับปากเด็กไว้ แต่กลับนิ่งเฉย เพราะขณะนี้ ด.ช.หม่องยังรอความหวัง และวันเด็กแห่งชาติปีนี้ ด.ช.หม่อง จะเดินทางไปกรุงเทพมหานครและอีกหลายจังหวัด เพื่อสาธิตการพับเครื่องบินกระดาษ ซึ่งจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กอีกหลายคน
ทั้งนี้ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังครอบครัวของ ด.ช.หม่อง ทองดี ว่า จะสนับสนุนทุนการศึกษาทันที หลังจบมัธยมศึกษาตอนปลาย และเรียนต่อสาขาวิทยาศาสตร์ จนถึงระดับปริญญาเอก รวมถึงการเป็นยุวทูตวิทยาศาสตร์ด้วย
ขณะที่บิดาของ ด.ช.หม่อง ให้สัมภาษณ์ว่า ตั้งแต่ลูกกลับจากประเทศญี่ปุ่น ยังไม่ได้รับหนังสือใดๆ จากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่จะให้ทุนการศึกษาแก่บุตรชาย และให้เป็นยุวทูต แต่ล่าสุด มีหนังสือจากกรุงเทพมหานคร ส่งมาให้ลงนามยินยอมให้ ด.ช.หม่อง เดินทางไปร่วมงานวันเด็กแห่งชาติ ที่กรุงเทพมหานคร
(ซ้าย) "น้องหม่อง" โชว์เหรียญรางวัล หลังกลับจากการไปแข่งขันที่ประเทศญี่ปุ่นถึงสนามบินเชียงใหม่ (Photo: Arntai / SHAN)
(ขวา) น้องหม่อง เข้าพิธีบรรพชาที่วัดป่าแดงมหาวิหาร อ.เมืองเชียงใหม่ เพื่อทดแทนคุณบิดามารดา ครูบาอาจารย์ และแผ่นดินไทย
รวมทั้งถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ (Photo: taklong.com)
ข้อมูลข่าว ....ผู้จัดการออนไลน์ 7 มกราคม 2553
สรุปข่าวพม่ารอบสัปดาห์(30 ธ.ค.52 - 8 ม.ค.53) จากประชาไท
Fri, 2010-01-08 22:39
30 ธ.ค.52
บังกลาเทศเตรียมส่งผู้ลี้ภัยมุสลิมโรฮิงยา 9 พันคนกลับพม่า
หลังการหารือระหว่างรัฐบาลบังกลาเทศและพม่าเมื่อปลายเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ทางการพม่าตกลงจะรับผู้ลี้ภัยชาวมุสลิมโรฮิงยาจำนวน 9, 000 คน จาก 28,000 คนที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยในบังกลาเทศกลับพม่า ขณะที่มีรายงานว่า ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงยาส่วนใหญ่ไม่ต้องการเดินทางกลับพม่า เนื่องจากหวั่นเจอปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากทหารพม่า
Chris Lewa จากองค์กร The Arakan Project ซึ่งเป็นองค์กรให้การช่วยเหลือและสนับสนุนชาวมุสลิมโรฮิงยาเปิดเผยว่า นโยบายการส่งผู้ลี้ภัยกลับประเทศควรได้รับการสมัครใจจากผู้ลี้ภัย และถ้าหากรัฐบาลบังกลาเทศบังคับให้ชาวโรฮิงยากลับพม่า นั่นถือเป็นการละเมิดกฎหมายสากล เนื่องจากสถานการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่ายังเลวร้าย
ขณะที่ตัวเลขผู้ลี้ภัยลักลอบเข้าบังกลาเทศยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ปัญหาการส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงยากลับประเทศยังคงเป็นปัญหาใหญ่ระหว่างรัฐบาลบังกลาเทศและรัฐบาลพม่าที่รอการแก้ไขนับตั้งแต่ปี 2534 – 2535 จนถึงปัจจุบัน (Irrawaddy)
4 ม.ค.53
ชาวบ้านถูกทหารDKBAทำร้ายร่างกาย – อ้างเชื่อมโยงกับกลุ่ม KNU
มีรายงานว่า ทหารจากกองกำลังกะเหรี่ยงพุทธ (Democratic Karen Buddhist Army) หรือดีเคบีเอ พร้อมด้วยทหารพม่าจำนวนหนึ่งเข้าปิดล้อมเมือง Kyar Inn Seik Gy รัฐกะเหรี่ยง พร้อมกับทำร้ายร่างกายชาวบ้านเป็นจำนวนมาก มีรายงานว่าชายคนหนึ่งถูกยิงเข้าที่แขนได้รับบาดเจ็บสาหัสขณะที่กำลังทำไร่
ขณะที่ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ดังกล่าวถูกจับตัวไปทรมานร่างกาย จนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบชะตากรรม โดยทางทหารดีเคบีเออ้างว่า ชาวบ้านในพื้นที่รู้เห็นช่วยเหลือทหารของดีเคบีเอจำนวน 6 นายที่ลักลอบหนีออกจากกองทัพให้ไปเข้าร่วมกับกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือเคเอ็นยูเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน(DVB)
6 ม.ค.53
ราคาทองคำพม่าพุ่งกระฉูด
ราคาทองคำในพม่ายังขยับขึ้นสูงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ล่าสุดทำยอดขายสูงสุดอยู่ที่บาทละ 602, 100 จั๊ต (20,620) เมื่อวันพุธ (5 ม.ค.53) ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ราคาทองคำยังคงอยู่ที่บาทละ 599,800 จั๊ต(20,541 บาท) ขณะที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่า เหตุที่ราคาทองขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สืบเนื่องมาจากที่ทางการพม่าออกมาประกาศจะขึ้นเงินเดือนให้กับข้าราชการอีกคนละ 2 หมื่นจั๊ต (690 บาท)
รวมทั้งมาจากสาเหตุที่ว่า สมาชิกครอบครัวของผู้นำพม่าทั้งหลายต่างออกมากว้านซื้อทองกันเป็นจำนวนมากเพื่อป้องกันอัตราเงินเฟ้อ จึงเป็นเหตุให้ราคาทองคำสูงขึ้น
ทั้งนี้ ได้รับการยืนยันจากผู้ค้าทองในจังหวัดมัณฑะเลย์และในกรุงย่างกุ้งว่า มีสมาชิกครอบครัวของผู้นำพม่าและข้าราชการออกมาซื้อทองเป็นจำนวนมากจริง
ด้านผู้ค้าทองในพม่ารายหนึ่งออกมาระบุว่า “ตามปกติแล้ว หากราคาทองสูงขึ้น รัฐบาลพม่ามักกล่าวหาว่าเป็นความผิดของผู้ค้าทอง และรัฐบาลมักแก้ปัญหาโดยการให้ผู้ค้าทองยุติการค้าขายทองชั่วขณะเพื่อให้ราคาทองคงที่ โดยรัฐบาลลืมไปว่าแท้ที่จริงแล้วต้นเหตุที่ทำให้ราคาทองขยับขึ้นก็มาจากการกระทำของรัฐบาลเอง”
ด้านสหภาพผู้ค้าทองในพม่าออกมาระบุ อาจเรียกประชุมในเร็วๆนี้ หากราคาทองยังคงขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (Irrawaddy)
7 ม.ค.53
ทหารพม่าสร้างโรงงานผลิตฝิ่นใกล้ชายแดน อินเดีย – พม่า
ชาวบ้านในเมืองทามู ภาคสะกายเปิดเผยว่า ทหารพม่าได้สร้างโรงงานผลิตฝิ่นใกล้กับชายแดนพม่า – อินเดียนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว มีรายงานว่า ได้มีทหารจำนวนนับ 10 นายเฝ้ารักษาความปลอดภัยรอบๆโรงงานเพื่อป้องกันชาวบ้านเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว
มีรายงานอีกว่า นอกจากทหารพม่าแล้ว ยังพบทหารชนกลุ่มน้อยติดอาวุธจากฝั่งอินเดียจำนวน 300 นายเคลื่อนไหวในพื้นที่รอบๆโรงงานฝิ่นดังกล่าวด้วยเช่นกัน ขณะที่เมื่อปีที่แล้วมีรายงานว่า ทหารพม่าได้ทำไร่ฝิ่นในเมือง Tidim และในเมือง Tawnzang โดยบังคับชาวบ้านจำนวนหนึ่งในพื้นที่ย้ายออกจากไร่ฝิ่น (Khonumthung)
8 ม.ค.53
ศาลพม่าสั่งประหาร 2 เจ้าหน้าที่ – ข้อหาแอบส่งข้อมูลลับให้สื่อนอกประเทศ
นายวินหน่ายจ่อ อดีตเจ้าหน้าที่ผู้ช่วยพลโท ทินอู เลขาธิการลำดับที่สองของกองทัพพม่าถูกศาลพิเศษในเรือนจำอินเส่งสั่งประหารชีวิต พร้อมกับนายทุระ จ่อ เจ้าหน้าที่จากสำนักงานกระทรวงต่างประเทศในข้อหาลักลอบเผยแพร่ข้อมูลลับให้กับสื่อพม่านอกประเทศ นอกจากนี้ยังมีนายเพียนเส่ง อีกหนึ่งเจ้าหน้าที่จากสำนักงานกระทรวงต่างประเทศที่ถูกศาลสั่งจำคุกเป็นเวลา 15 ปี
ทั้งนี้ อดีตเจ้าหน้าที่ทั้งสามคนถูกจับทันที หลังสื่อพม่านอกประเทศได้เผยแพร่ภาพนายพลฉ่วยหม่านในระหว่างที่เดินทางไปศึกษาดูงานในประเทศเกาหลีเหนือและรัสเซียเกี่ยวกับด้านอาวุธและอุโมงค์ใต้ดินในเกาหลีเหนือเมื่อปีที่แล้ว และภายหลังการเผยแพร่ภาพอุโมงค์ลับในพม่า(Irrawaddy/DVB)
30 ธ.ค.52
บังกลาเทศเตรียมส่งผู้ลี้ภัยมุสลิมโรฮิงยา 9 พันคนกลับพม่า
หลังการหารือระหว่างรัฐบาลบังกลาเทศและพม่าเมื่อปลายเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ทางการพม่าตกลงจะรับผู้ลี้ภัยชาวมุสลิมโรฮิงยาจำนวน 9, 000 คน จาก 28,000 คนที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยในบังกลาเทศกลับพม่า ขณะที่มีรายงานว่า ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงยาส่วนใหญ่ไม่ต้องการเดินทางกลับพม่า เนื่องจากหวั่นเจอปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากทหารพม่า
Chris Lewa จากองค์กร The Arakan Project ซึ่งเป็นองค์กรให้การช่วยเหลือและสนับสนุนชาวมุสลิมโรฮิงยาเปิดเผยว่า นโยบายการส่งผู้ลี้ภัยกลับประเทศควรได้รับการสมัครใจจากผู้ลี้ภัย และถ้าหากรัฐบาลบังกลาเทศบังคับให้ชาวโรฮิงยากลับพม่า นั่นถือเป็นการละเมิดกฎหมายสากล เนื่องจากสถานการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่ายังเลวร้าย
ขณะที่ตัวเลขผู้ลี้ภัยลักลอบเข้าบังกลาเทศยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ปัญหาการส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงยากลับประเทศยังคงเป็นปัญหาใหญ่ระหว่างรัฐบาลบังกลาเทศและรัฐบาลพม่าที่รอการแก้ไขนับตั้งแต่ปี 2534 – 2535 จนถึงปัจจุบัน (Irrawaddy)
4 ม.ค.53
ชาวบ้านถูกทหารDKBAทำร้ายร่างกาย – อ้างเชื่อมโยงกับกลุ่ม KNU
มีรายงานว่า ทหารจากกองกำลังกะเหรี่ยงพุทธ (Democratic Karen Buddhist Army) หรือดีเคบีเอ พร้อมด้วยทหารพม่าจำนวนหนึ่งเข้าปิดล้อมเมือง Kyar Inn Seik Gy รัฐกะเหรี่ยง พร้อมกับทำร้ายร่างกายชาวบ้านเป็นจำนวนมาก มีรายงานว่าชายคนหนึ่งถูกยิงเข้าที่แขนได้รับบาดเจ็บสาหัสขณะที่กำลังทำไร่
ขณะที่ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ดังกล่าวถูกจับตัวไปทรมานร่างกาย จนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบชะตากรรม โดยทางทหารดีเคบีเออ้างว่า ชาวบ้านในพื้นที่รู้เห็นช่วยเหลือทหารของดีเคบีเอจำนวน 6 นายที่ลักลอบหนีออกจากกองทัพให้ไปเข้าร่วมกับกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือเคเอ็นยูเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน(DVB)
6 ม.ค.53
ราคาทองคำพม่าพุ่งกระฉูด
ราคาทองคำในพม่ายังขยับขึ้นสูงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ล่าสุดทำยอดขายสูงสุดอยู่ที่บาทละ 602, 100 จั๊ต (20,620) เมื่อวันพุธ (5 ม.ค.53) ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ราคาทองคำยังคงอยู่ที่บาทละ 599,800 จั๊ต(20,541 บาท) ขณะที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่า เหตุที่ราคาทองขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สืบเนื่องมาจากที่ทางการพม่าออกมาประกาศจะขึ้นเงินเดือนให้กับข้าราชการอีกคนละ 2 หมื่นจั๊ต (690 บาท)
รวมทั้งมาจากสาเหตุที่ว่า สมาชิกครอบครัวของผู้นำพม่าทั้งหลายต่างออกมากว้านซื้อทองกันเป็นจำนวนมากเพื่อป้องกันอัตราเงินเฟ้อ จึงเป็นเหตุให้ราคาทองคำสูงขึ้น
ทั้งนี้ ได้รับการยืนยันจากผู้ค้าทองในจังหวัดมัณฑะเลย์และในกรุงย่างกุ้งว่า มีสมาชิกครอบครัวของผู้นำพม่าและข้าราชการออกมาซื้อทองเป็นจำนวนมากจริง
ด้านผู้ค้าทองในพม่ารายหนึ่งออกมาระบุว่า “ตามปกติแล้ว หากราคาทองสูงขึ้น รัฐบาลพม่ามักกล่าวหาว่าเป็นความผิดของผู้ค้าทอง และรัฐบาลมักแก้ปัญหาโดยการให้ผู้ค้าทองยุติการค้าขายทองชั่วขณะเพื่อให้ราคาทองคงที่ โดยรัฐบาลลืมไปว่าแท้ที่จริงแล้วต้นเหตุที่ทำให้ราคาทองขยับขึ้นก็มาจากการกระทำของรัฐบาลเอง”
ด้านสหภาพผู้ค้าทองในพม่าออกมาระบุ อาจเรียกประชุมในเร็วๆนี้ หากราคาทองยังคงขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (Irrawaddy)
7 ม.ค.53
ทหารพม่าสร้างโรงงานผลิตฝิ่นใกล้ชายแดน อินเดีย – พม่า
ชาวบ้านในเมืองทามู ภาคสะกายเปิดเผยว่า ทหารพม่าได้สร้างโรงงานผลิตฝิ่นใกล้กับชายแดนพม่า – อินเดียนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว มีรายงานว่า ได้มีทหารจำนวนนับ 10 นายเฝ้ารักษาความปลอดภัยรอบๆโรงงานเพื่อป้องกันชาวบ้านเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว
มีรายงานอีกว่า นอกจากทหารพม่าแล้ว ยังพบทหารชนกลุ่มน้อยติดอาวุธจากฝั่งอินเดียจำนวน 300 นายเคลื่อนไหวในพื้นที่รอบๆโรงงานฝิ่นดังกล่าวด้วยเช่นกัน ขณะที่เมื่อปีที่แล้วมีรายงานว่า ทหารพม่าได้ทำไร่ฝิ่นในเมือง Tidim และในเมือง Tawnzang โดยบังคับชาวบ้านจำนวนหนึ่งในพื้นที่ย้ายออกจากไร่ฝิ่น (Khonumthung)
8 ม.ค.53
ศาลพม่าสั่งประหาร 2 เจ้าหน้าที่ – ข้อหาแอบส่งข้อมูลลับให้สื่อนอกประเทศ
นายวินหน่ายจ่อ อดีตเจ้าหน้าที่ผู้ช่วยพลโท ทินอู เลขาธิการลำดับที่สองของกองทัพพม่าถูกศาลพิเศษในเรือนจำอินเส่งสั่งประหารชีวิต พร้อมกับนายทุระ จ่อ เจ้าหน้าที่จากสำนักงานกระทรวงต่างประเทศในข้อหาลักลอบเผยแพร่ข้อมูลลับให้กับสื่อพม่านอกประเทศ นอกจากนี้ยังมีนายเพียนเส่ง อีกหนึ่งเจ้าหน้าที่จากสำนักงานกระทรวงต่างประเทศที่ถูกศาลสั่งจำคุกเป็นเวลา 15 ปี
ทั้งนี้ อดีตเจ้าหน้าที่ทั้งสามคนถูกจับทันที หลังสื่อพม่านอกประเทศได้เผยแพร่ภาพนายพลฉ่วยหม่านในระหว่างที่เดินทางไปศึกษาดูงานในประเทศเกาหลีเหนือและรัสเซียเกี่ยวกับด้านอาวุธและอุโมงค์ใต้ดินในเกาหลีเหนือเมื่อปีที่แล้ว และภายหลังการเผยแพร่ภาพอุโมงค์ลับในพม่า(Irrawaddy/DVB)
วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2553
เจ้าหน้าที่พม่านำนักธุรกิจไทย สำรวจเหมืองถ่านหินในรัฐฉาน
เจ้าหน้าที่พม่านำนักธุรกิจไทย สำรวจเหมืองถ่านหินในรัฐฉาน
Fri, 2010-01-08 16:48
สำนักข่าวฉาน
(SHAN 8 ม.ค. 52) – เจ้าหน้าที่บริษัทพม่านำทีมนักธุรกิจไทยสำรวจเหมืองถ่านหินในรัฐฉาน คาดเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทที่ได้รับสัมปทานจากพม่าตามสานโครงการที่ถูกคัด ค้านและหยุดชะงักไป
มีรายงานจากแหล่งข่าวว่า เมื่อวันที่ 24–25 ธ.ค. 52 ที่ผ่านมา ร.อ.จายอ่องหล่ายวิน เจ้าหน้าที่บริษัท Union of Myanmar Economic Holdings Ltd (UMEHC) ของพม่า นำทีมนักธุรกิจไทย 11 คน เข้าไปสำรวจเหมืองถ่านหินบริเวณเมืองโก๊ก จังหวัดเมืองสาด (รัฐฉานภาคตะวันออก) ตรงข้ามอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นเหมืองถ่านหินที่รัฐบาลทหารพม่าตกลงให้สัมปทานแก่บริษัทไทย และเป็นเหมืองถ่านหินที่มีกระแสข่าวรัฐบาลทหารพม่าเตรียมก่อสร้างโรงไฟฟ้าด้วย
โดยนักธุรกิจไทยชุดดังกล่าวคาดว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัทสระบุรีถ่านหิน ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนไทยในเครืออิตัล-ไทย ที่ได้รับสัมปทานขุดถ่านหินลิกไนต์จากรัฐบาลทหารพม่าเป็นเวลา 30 ปี รวมมูลค่าหลายแสนล้านบาท ในพื้นที่เมืองโก๊ก ฝั่งพม่า (รัฐฉานภาคตะวันออก) เพื่อที่จะนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงป้อนโรงงานอุตสาหกรรมผลิตปูนซีเมนต์ที่จังหวัดสระบุรี
ก่อนหน้านี้ ทางบริษัทสระบุรีถ่านหินได้ยื่นเรื่องขออนุญาตเปิดจุดผ่านแดนชั่วคราวขึ้นที่ชายแดนไทย-พม่า ระหว่างบ้านม้งเก้าหลัง หมู่ 9 ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เพื่อใช้เป็นเส้นทางในการลำเลียง และเตรียมก่อสร้างเส้นทางสายใหม่สำหรับใช้ในการลำเลียงด้วย
อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวได้เงียบหายไป หลังหลายฝ่ายทั้งหน่วยงานภาครัฐ นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณแนวโครงการสร้างถนนแสดงการคัดค้าน เนื่องจากเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในข่ายเป็นสีแดง ซึ่งมีการเคลื่อนไหวกลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่ม รวมถึงขบวนการค้ายาเสพติด และเกรงจะเกิดผลกระทบต่อชุมชนและป่าสงวน ที่สำคัญมลพิษถ่านหินอาจส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของบ้าน
มีรายอีกว่า เมื่อไม่นานนี้ มีนักธุรกิจจากจีนเข้าไปสำรวจเหมืองถ่านหินบริเวนพื้นที่บ้านเมืองจ๊อต ตรงข้ามอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อที่จะขุดลำเลียงเข้าไปในจีนด้วยเช่นกัน
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สำนักข่าวฉาน (SHAN – Shan Herald Agency for News) เป็นสำนักข่าวอิสระจัดตั้งโดยกลุ่มชนไทยใหญ่พลัดถิ่น มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐฉาน สหภาพพม่า ตลอดจนตามแนวชายแดนไทย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรการเมือง / การทหารกลุ่มใด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ shan_th@cm.ksc.co.th หรือ ติดตามอ่านข่าวสารภาคภาษาอังกฤษได้ที่ www.shanland.org ภาคภาษาไทยใหญ่ที่ www.mongloi.org และภาคภาษาไทยที่ www.khonkhurtai.org
Fri, 2010-01-08 16:48
สำนักข่าวฉาน
(SHAN 8 ม.ค. 52) – เจ้าหน้าที่บริษัทพม่านำทีมนักธุรกิจไทยสำรวจเหมืองถ่านหินในรัฐฉาน คาดเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทที่ได้รับสัมปทานจากพม่าตามสานโครงการที่ถูกคัด ค้านและหยุดชะงักไป
มีรายงานจากแหล่งข่าวว่า เมื่อวันที่ 24–25 ธ.ค. 52 ที่ผ่านมา ร.อ.จายอ่องหล่ายวิน เจ้าหน้าที่บริษัท Union of Myanmar Economic Holdings Ltd (UMEHC) ของพม่า นำทีมนักธุรกิจไทย 11 คน เข้าไปสำรวจเหมืองถ่านหินบริเวณเมืองโก๊ก จังหวัดเมืองสาด (รัฐฉานภาคตะวันออก) ตรงข้ามอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นเหมืองถ่านหินที่รัฐบาลทหารพม่าตกลงให้สัมปทานแก่บริษัทไทย และเป็นเหมืองถ่านหินที่มีกระแสข่าวรัฐบาลทหารพม่าเตรียมก่อสร้างโรงไฟฟ้าด้วย
โดยนักธุรกิจไทยชุดดังกล่าวคาดว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัทสระบุรีถ่านหิน ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนไทยในเครืออิตัล-ไทย ที่ได้รับสัมปทานขุดถ่านหินลิกไนต์จากรัฐบาลทหารพม่าเป็นเวลา 30 ปี รวมมูลค่าหลายแสนล้านบาท ในพื้นที่เมืองโก๊ก ฝั่งพม่า (รัฐฉานภาคตะวันออก) เพื่อที่จะนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงป้อนโรงงานอุตสาหกรรมผลิตปูนซีเมนต์ที่จังหวัดสระบุรี
ก่อนหน้านี้ ทางบริษัทสระบุรีถ่านหินได้ยื่นเรื่องขออนุญาตเปิดจุดผ่านแดนชั่วคราวขึ้นที่ชายแดนไทย-พม่า ระหว่างบ้านม้งเก้าหลัง หมู่ 9 ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เพื่อใช้เป็นเส้นทางในการลำเลียง และเตรียมก่อสร้างเส้นทางสายใหม่สำหรับใช้ในการลำเลียงด้วย
อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวได้เงียบหายไป หลังหลายฝ่ายทั้งหน่วยงานภาครัฐ นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณแนวโครงการสร้างถนนแสดงการคัดค้าน เนื่องจากเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในข่ายเป็นสีแดง ซึ่งมีการเคลื่อนไหวกลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่ม รวมถึงขบวนการค้ายาเสพติด และเกรงจะเกิดผลกระทบต่อชุมชนและป่าสงวน ที่สำคัญมลพิษถ่านหินอาจส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของบ้าน
มีรายอีกว่า เมื่อไม่นานนี้ มีนักธุรกิจจากจีนเข้าไปสำรวจเหมืองถ่านหินบริเวนพื้นที่บ้านเมืองจ๊อต ตรงข้ามอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อที่จะขุดลำเลียงเข้าไปในจีนด้วยเช่นกัน
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สำนักข่าวฉาน (SHAN – Shan Herald Agency for News) เป็นสำนักข่าวอิสระจัดตั้งโดยกลุ่มชนไทยใหญ่พลัดถิ่น มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐฉาน สหภาพพม่า ตลอดจนตามแนวชายแดนไทย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรการเมือง / การทหารกลุ่มใด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ shan_th@cm.ksc.co.th หรือ ติดตามอ่านข่าวสารภาคภาษาอังกฤษได้ที่ www.shanland.org ภาคภาษาไทยใหญ่ที่ www.mongloi.org และภาคภาษาไทยที่ www.khonkhurtai.org
วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2553
ภาษาพม่าง่ายนิดเดียว
มินกะลาบา ตะแหง่จิ้น
สวัสดี เพื่อนๆ
ตะแหง่จิ้น แปลว่า เพื่อน
เตวะ ย้า ดา วั้น ตา บา แด
แปลว่า ดีใจที่ได้เจอ
เตวะ แปลว่า พบ เจอ
ย่าด่า แปลว่า ได้
วั้นตา แปลว่า ดีใจ
ส่วนคำว่า บ่าแด เป็นคำลงท้ายประโยคบอกเล่าครับ
เมื่อเรารู้ว่า เตวะ แปลว่าพบหรือเจอ
มะเตวะ แปลว่าไม่พบ หรือไม่เจอ มะ แปลว่า ไม่
ตัวอย่างต่อไปนี้
มะ เตวะ ดา จ่า บี เน ก๊าว ลา
มะเตวะ ไม่พบ
ด่าจ่าบี นานมากๆ
เนก๊าวลา สบายดีไหม(อยู่ในบทที่สองครับ)
เน่า เนะ เตวะ แม นอ
เน่า แปลว่า ถัดไป
เนะ แปลว่า วัน
เตวะ แปลว่า พบ
แม แปลว่า จะ ใช้กับสิ่งที่เราจะทำในอนาคต
นอ เป็นคำลงท้ายอีกคำหนึ่งในประโยคบอกเล่าครับ คล้ายๆหนอ ของภาษาไทย เสียงก็คล้าย ความหมายยิ่งคล้ายเลย
จบบทที่สามครับ
สักพักจะเอาตัวเขียนพม่าและวิธีเขียนมาให้ดูนะคับ สักพักสักครู่
เจซูแบ ขอบใจๆ(ภาษาพูด) เจอกันใหม่ตอนหน้าครับ
สวัสดี เพื่อนๆ
ตะแหง่จิ้น แปลว่า เพื่อน
เตวะ ย้า ดา วั้น ตา บา แด
แปลว่า ดีใจที่ได้เจอ
เตวะ แปลว่า พบ เจอ
ย่าด่า แปลว่า ได้
วั้นตา แปลว่า ดีใจ
ส่วนคำว่า บ่าแด เป็นคำลงท้ายประโยคบอกเล่าครับ
เมื่อเรารู้ว่า เตวะ แปลว่าพบหรือเจอ
มะเตวะ แปลว่าไม่พบ หรือไม่เจอ มะ แปลว่า ไม่
ตัวอย่างต่อไปนี้
มะ เตวะ ดา จ่า บี เน ก๊าว ลา
มะเตวะ ไม่พบ
ด่าจ่าบี นานมากๆ
เนก๊าวลา สบายดีไหม(อยู่ในบทที่สองครับ)
เน่า เนะ เตวะ แม นอ
เน่า แปลว่า ถัดไป
เนะ แปลว่า วัน
เตวะ แปลว่า พบ
แม แปลว่า จะ ใช้กับสิ่งที่เราจะทำในอนาคต
นอ เป็นคำลงท้ายอีกคำหนึ่งในประโยคบอกเล่าครับ คล้ายๆหนอ ของภาษาไทย เสียงก็คล้าย ความหมายยิ่งคล้ายเลย
จบบทที่สามครับ
สักพักจะเอาตัวเขียนพม่าและวิธีเขียนมาให้ดูนะคับ สักพักสักครู่
เจซูแบ ขอบใจๆ(ภาษาพูด) เจอกันใหม่ตอนหน้าครับ
วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2552
"แจ๋ว" ไม่มีวันตาย แค่เลือนหายจากความทรงจำ
"แจ๋ว" ไม่มีวันตาย แค่เลือนหายจากความทรงจำ
ธนารักษ์ ณ ราช
ใครหลายอาจจะจดจำบทบาทหนึ่งในละครหลังข่าวที่เป็นสาวใช้จากบ้านนอกที่แสนซื่อและแสนเชยอย่าง แจ๋ว ได้เป็นอย่างดี ตัวละครที่แม้จะมีหน้าที่เพียงสร้างจุดเกาะเกี่ยวบนความสัมพันธ์ระหว่างนางเอกแสนดีกับพระเอกรูปงาม ฐานะดี ชาติตระกูลสูงส่ง ให้มารักกันในตอนท้าย และทำให้ละครสนุกสนานครื้นเครงมากขึ้น
แต่จะมีสักกี่คนที่จะสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งของละครหลังข่าวหรือหนังร่วมร่วมสมัย ในฐานะที่เป็นจดหมายเหตุที่คอยจดบันทึกเรื่องราวต่างๆของสังคมในยุคนั้นๆได้ว่า แจ๋วหายไปไหนและใครมาแทนที่เธอ
มะขิ่นคือตัวแทนผู้มาไกล เธอข้ามภูเขาสูง เดินฝ่าป่ารกชัฏ ตะลุยข้ามแม่น้ำสาละวินอย่างบากบั่น ก่อนจะข้ามพ้นพรมแดนฝั่งตะวันตกเพื่อมาครอบครองปรปักษ์บนพื้นที่สาธารณะที่เคยเป็นของแจ๋ว ที่กำลังเลือนหายไป จนใครๆ ก็พากันลืมแจ๋วกันหมด
การหายไปจากแจ๋วจากบทบาทสาวใช้นั้น ส่วนหนึ่งอาจตีความได้ว่า คนไทยมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะอย่างน้อย สาวๆ จากชนบทก็ไม่ต้องมาคอยทำงานรับใช้ชนชั้นกลางในเมืองกรุงหรือเมืองใหญ่อีกต่อไป หรือนี่อาจใช้เป็นดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่งในแง่ของการพัฒนาชนบท
แต่บรรดา "มะขิ่น" ที่หนีทั้งภัยอดอยากและภัยจากการปกครองของรัฐบาลเผด็จการทหารเข้ามาทำงานเป็นสาวใช้นั้น ไม่ได้ราบรื่นเหมือนกรณีของแจ๋ว เพราะอคติทางชาติพันธุ์และประวัติศาสตร์คอยตีตราทางสังคมแก่มะขิ่นอยู่ตลอดว่า เธอเป็นมาจากพม่า ประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยยกทัพบุกมาเผาบ้านเผาเมือง
ซ้ำร้ายที่ข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์รายวันแทบทุกหัวต่างพากันเล่นพาดหัวประเด็นอคติที่ฝังรากลึก คอยผลิตซ้ำแทบทุกวันว่า มะขิ่นไว้ใจไม่ได้ มะขิ่นชอบยกเค้านายจ้าง หรือมะขิ่นก่อเหตุฆ่าชิงทรัพย์นายจ้าง นี่คือหลากหลายข้อกล่าวหาที่แจ่วแทบจะไม่ถูกกล่าวหามาก่อน
แต่หากจะพูดถึงความเป็นจริงแล้ว มะขิ่น ในบริบทของสังคมไทยอาจจะเป็น สาวไทใหญ่ สาวกะเหรี่ยง สาวคะฉิ่น สาวชิน สาวมอญ หรืออาจจะเป็นสาวพม่าแท้ๆ แต่ทุกชาติพันธุ์ของมะขิ่นก็ถูกสังคมไทยเรียกพวกเธอว่า สาวใช้พม่า แม้อาจจะถูกต้องหากจะพิจารณาถึงประเด็นของรัฐชาติในยุคสมัยใหม่ แต่อย่างน้อยประเด็นดังกล่าวก็สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่ว่า คนไทยยังขาดความเข้าใจต่อความหลากหลายทางชาติพันธืของประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่า เพราะชาติพันธุ์ต่างๆที่พูดถึงข้างต้นนั้น ล้วนแล้วแต่มีภาษา วัฒนธรรมที่แตกต่างกัน และที่สำคัญทุกชาติพันธุ์ต่างพยายามสร้างอัตลักษณ์ของตัวเองให้โดดเด่นอยู่เสมอมา
ตัวอย่างที่น่าจะอธิบายถึงปัญหาการขาดความเข้าใจของสังคมไทยต่อประเด็นนี้ได้อย่างชัดเจนคือ หนังไทยเรื่อง อิเตมิ: อีติ๋มตายแน่ ที่นางเอกของเรื่องเป็นชาวไทยภูเขาเผ่าหนึ่งที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าและเครื่องประดับของหลากหลายเผ่า แต่ตัวเองเป็นกะเหรี่ยงที่มีพ่อแม่เป็นเผ่าม้ง และมีชื่อว่า มะขิ่น
ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว มะขิ่นเป็นชื่อในภาษาพม่า มะ ใช้เป็นคำนำหน้าเด็กหญิงไปจนถึงผู้หญิงก่อนวัยกลางคนในภาษาพม่า ส่วนคำว่า ขิ่น ในภาษาพม่าหมายถึง ความน่ารักน่าชัง
และมะขิ่นหรือสาวผู้น่ารักน่าชังในสังคมไทยคงต้องใช้เวลาอีกนานแสนนาน กว่าที่พวกเธอจะพบความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีเหมือนอย่างเช่นเดียวกับแจ๋ว ไม่จะเป็นกรณีที่เธอถูกคนไทยพยายามทำความเข้าใจความแตกต่างของแต่ละมะขิ่นมากขึ้น และหรือคงจะดีไม่น้อย ถ้าหากว่าบรรดามะขิ่นได้กลับไปใช้ชีวิตในบ้านเกิดฝั่งตะวันตกด้วยความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเหมือนอย่างแจ๋ว และเมื่อนั้น คงจะต้องมีตัวละครตัวใหม่ ที่เข้าสู่บทบาทเดิมๆที่ผลิตซ้ำความแตกต่างระหว่างชนชั้น ชาติพันธุ์ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
รายการบล็อกของฉัน
ลิงค์เพื่อนบ้าน
ผู้ติดตาม
คลังบทความของบล็อก
เกี่ยวกับฉัน
- กลุ่มเบอร์ม่าโยเดีย
- เชียงใหม่, เหนือ
- กลุ่มคนเล็ก ๆ เพื่อขจัดอคติต่อชาวพม่า